จับได้แล้ว สมคิด-ฆ่าตกรต่อเนื่อง

ตร บุกจับ สมคิด-ฆาตกรต่อเนื่องได้แล้ว จับได้บนรถไฟ ได้มีพลเมืองดีโทรไปแจ้งข่าวว่าพบสมคิดบนรถไฟให้ไปดักจับที่สถานี สตท.ปากช่องล็อก พตต.นำกำลังชาร์จ

ตำรวจได้ตัว “สมคิด” ฆาตกรต่อเนื่อง 6 ศพ หลังเผ่นหนีกบดานมหาสารคามและบุรีรัมย์ 2 คืน ย่องซื้อตั๋วรถไฟจะไปลงอยุธยา ลงทุนสวมเสื้อกันหนาว ใส่หมวกแก๊ป และคาดหน้ากาก อนามัยปิดหน้าหวังพรางสายตาผู้คน ระหว่างนั่งมาถึงโคราช นักศึกษาหนุ่มและแฟนสาวสังเกตเห็นรอยแผลเป็นบนโฉมหน้าคนร้าย รีบแจ้งตำรวจบุกชาร์จคาตู้โบกี้ชานชาลาสถานีปากช่อง สารภาพสิ้นอ้างมีเรื่องทะเลาะกับเหยื่อสาวรายล่าสุด เลยโมโหรัดคอฆ่าเหี้ยมหมกศพใต้ที่นอน ลูกชายเหยื่อเผยอยากให้ผู้ต้องหาขอขมาแม่ และให้ลงโทษประหาร

ตำรวจพลิกแผ่นดินไล่ล่านายสมคิด พุ่มพวง อายุ 55 ปี ฆาตกรต่อเนื่อง อดีตนักโทษคดีฆ่าสาว 5 ศพ เมื่อปี 48 ที่ถูกลงโทษจำคุกก่อนได้รับการลดโทษและพ้นคุกออกมาช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาแล้วกลับมาฆ่ารัดคอสังหารนางรัศมี มุลิจันทร์ อายุ 51 ปี เป็นศพที่ 6 ในพื้นที่ ต.หนองโก อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ล่าสุด มีการตั้งค่าหัวให้กับผู้แจ้งเบาะแส 50,000 บาท ขณะเดียวกัน สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่าทำไมผู้ต้องขังที่ต้องโทษประหาร ชีวิตแล้วได้รับการลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต แต่กลับติดคุกจริงไม่กี่ปีก็ออกมาก่อคดีโหดเหี้ยมซ้ำอีก ด้านกรมราชทัณฑ์ออกมายอมรับและพร้อมทบ ทวนมาตรการป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดคดีอุกฉกรรจ์ได้รับการลดหย่อนโทษเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

“สมคิด” ไม่รอด–จนมุมคารถไฟ

ล่าสุด ตำรวจได้ตัวนายสมคิดแล้ว โดยเมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 18 ธ.ค. ตำรวจ สภ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา รับการประสานงานตำรวจรถไฟว่ามีพลเมืองดีพบบุคคลต้องสงสัยว่าจะเป็นนายสมคิด พุ่มพวง ฆาตกรต่อเนื่องนั่งมากับรถไฟโดยสารขบวนที่ 234 สายสุรินทร์-กรุงเทพฯ ชายคนดังกล่าวนั่งอยู่ในตู้โดยสารที่ 2 หลังรับรายงาน พ.ต.อ.มานพ พุชชงค์ ผกก.สภ.ปากช่อง พร้อมด้วย พ.ต.ท.โยธิน วรรณทวี รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.มนตรี บุญโสภ สวป.และ พ.ต.ต.ปองพล ทิพยภูวไนย สว.สส. รีบนำกำลังชุดสายสืบประมาณ 30 นายไปดักที่สถานีรถไฟปากช่อง เมื่อขบวนรถไฟเตรียมจะเข้าจอด เจ้าหน้าที่บุกโอบล้อมจู่โจมเข้าล็อกตัวนายสมคิดที่แต่งกายอำพรางตัวมิดชิด สวมเสื้อคลุมกันหนาว รองเท้าสีแดง ใส่หมวกแก๊ป และคาดหน้ากากอนามัยปิดบังหน้า ขณะถูกคุมตัวนายสมคิดมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้ขัดขวาง หรือมีท่าทางตื่นเต้นใดๆ ถูกตำรวจคุมตัวไป สภ.ปากช่อง

ตำรวจหิ้วตัวแถลงข่าวทันที

จากนั้นเวลา 14.00 น. ที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 3 ต.จอหอ อ.เมืองนครราชสีมา พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.3 พร้อมด้วย พล.ต.ท.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.อัครเดช พิมลศรี รอง ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. พล.ต.ต.สุจินต์ นิลพานิชย์ ผบก.ภ.จ.นครราชสีมา และนายจรัสชัย โชคเรืองสกุล รอง ผวจ.นครราชสีมา ร่วมกันแถลงรายละเอียดการจับกุมนายสมคิดว่า เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 18 ธ.ค.เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากช่อง ประสานตำรวจรถไฟสถานีปากช่องรวม 10 นาย วางแผนควบคุมตัวนายสมคิดผู้ต้องหาตามหมายจับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องคาตู้รถไฟขบวนที่ ข.234 สายกรุงเทพฯ-สุรินทร์

สอบเครียด 2–3 รอบ–รับสิ้นไส้

เมื่อไปถึงพบนายสมคิดอยู่ภายในตู้โดยสารที่ 2 สภาพแต่งกายปิดอำพรางตัวมิดชิด สวมรองเท้ากีฬาสีแดง นั่งอยู่คนเดียวปะปนอยู่กับผู้โดยสารทั่วไป กระทั่งมีประชาชนสังเกตเห็นบุคคลมีลักษณะคล้ายกับผู้ต้องหาจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบและควบคุมตัวได้ จากนั้นนำตัวไปยังศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 3 มีการสอบปากคำถึง 2-3 รอบนานกว่า 1 ชม. รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานตรวจร่องรอยการต่อสู้ตามร่างกาย มีแพทย์มาตรวจเช็กสภาพร่างกาย เนื่องจากนายสมคิดมีอาการเครียดอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ชุดสืบสวนตรวจค้นกระเป๋าคล้ายกับเป้ทหารมีเพียงเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว เสื่อ ลอตเตอรี่ และเต็นท์สนาม

แฉพลเมืองดีช่วยแจ้งเบาะแส

มีรายงานว่า สำหรับการจับกุมนายสมคิดครั้งนี้ สืบเนื่องจากมีพลเมืองดีที่นั่งโดยสารรถไฟขบวนเดียวกันแจ้งเบาะแสชุดสืบสวนภาค 3 และ สภ.ปากช่อง ว่า พบผู้ต้องสงสัยคล้ายกับผู้ต้องหารายนี้กำลังมุ่งหน้าไปสถานีปากช่อง พ.ต.อ.มานพ ภุชชงค์ ผกก.สภ.ปากช่อง จึงนำกำลัง 10 นายเดินทางไปสถานีพร้อมกับแอดไลน์ติดต่อประสานงานพลเมืองดีตลอดเวลา ขณะนั้นเจ้าหน้าที่มีเวลาประมาณ 10 นาที รถไฟจะเข้าชานชาลา โชคดีขบวนรถไฟมีการดีเลย์ร่วมครึ่งชั่วโมง ทำให้เจ้าหน้าที่จากทุกฝ่ายระดมกำลังไปยังจุดหมายได้ทันเวลา ทั้งนี้ ชุดสืบสวนทั้งในและนอกเครื่องแบบร่วมกับตำรวจรถไฟ 2 นายที่ทำทีไปตรวจตั๋วโดยสารตามปกติ แล้วให้กำลัง 6 นายเข้าทางหัวรถไฟ และอีก 6 นายเข้าด้านท้ายบีบเข้าหาไปยังโบกี้ที่ 2 เป็นผู้โดยสารชั้น 3 เมื่อถึงโบกี้ที่ 2 ส.ต.ท.วรัญชิต โสมดำ ชุดสืบสวน สภ.ปากช่อง บุกเข้าประชิดตัวนายสมคิดที่นั่งอยู่เบาะ 5 เพียงคนเดียว ก่อนที่ พ.ต.ต.ปองพล ทิพยภูวนัย สว.สส.สภ.ปากช่อง จะนำกำลังตามชาร์จล็อกตัวไว้ได้ โดยไม่มีการต่อสู้หรือขัดขืนใดๆ

นศ.เล่านาทีเจอหน้า “ไอ้โหด”

ด้านนายกษิเดช เลิศอุดมธรรม อายุ 23 ปี นักศึกษาปี 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กทม. หนุ่มพลเมืองดีที่เป็นผู้โทรศัพท์แจ้งเบาะแสตำรวจจับนายสมคิด เปิดเผยว่า ขณะโดยสารรถไฟสายสุรินทร์-กรุงเทพฯ เดินทางกลับจากเยี่ยมญาติแฟน ที่ จ.นครราชสีมา ขึ้นรถไฟที่สถานีโคกกรวด อ.เมืองนครราชสีมา สังเกตเห็นชายคนหนึ่งท่าทางดูนิ่งๆแต่งตัวมิดชิดผิดปกติ สวมหมวกแก๊ป และหน้ากากอนามัยพรางหน้า มักหันหน้าไปทางหน้าต่างรถไฟ พอดีแฟนเหลือบมองหน้าถึงกับตกใจ เนื่องจากชายคนดังกล่าวหน้าตาคล้ายนายสมคิด พุ่มพวง ฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังปรากฏเป็นข่าวและมีการเผยแพร่ภาพไปทั่ว สังเกตรอยแผลเป็นที่เหนือคิ้วเหมือนภาพที่ตำรวจมีการประกาศจับ จากนั้นชวนแฟนสาวย้ายไปนั่งโบกี้อื่นแล้วโทรศัพท์แจ้งตำรวจ ระหว่างทางตำรวจประสานงานแจ้งความเคลื่อนไหวของนายสมคิดเรื่อยๆ และทำทีเดินผ่านแล้วหาโอกาสถ่ายรูปส่งให้ตำรวจดู กระทั่งมีการบุกจับกุมคารถไฟ

เปิดภาพวงจรปิดซื้อตั๋วรถไฟ

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ภายหลังตำรวจจับกุมนายสมคิดและมีข่าวว่าผู้ต้องหาซื้อตั๋วรถไฟจากสถานีบุรีรัมย์ นายบรรจง จันทร นายสถานีรถไฟบุรีรัมย์ ได้เปิดเผยคลิปวงจรปิดบริเวณหน้าห้องจำหน่ายตั๋วพบว่า นายสมคิดมานั่งรอซื้อตั๋วรถไฟตั้งแต่เวลา 05.21 น. ทันทีที่พนักงานขายเปิดบริการจำหน่ายตั๋ว นายสมคิดลุกเดินไปที่ช่องขายตั๋ว สวมหน้ากากอนามัยและพยายามหลบหน้าตลอด ทำให้พนักงานเห็นหน้าไม่ชัด ประกอบกับช่วงเช้ามืดไม่ค่อยมีผู้โดยสาร ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นนายสมคิดจนถึงเวลารถไฟออกจากสถานี โดยนายสมคิดซื้อตั๋วรถไฟขบวนที่ 234 สายสุรินทร์-กรุงเทพฯ ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ ออกจากสถานีต้นทางเวลา 06.07 น. ถึงปลายทางสถานีรถไฟพระนครศรีอยุธยาเวลา 12.38 น.

จับฆาตกรได้ทำสาวโล่งอก

ด้าน พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.3 กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กังวลและห่วงใยประชาชนจากคดีที่เกิดขึ้น จึงสั่งการให้ทุกฝ่ายช่วยกันติดตามจับกุมผู้ต้องหาให้ได้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีคำสั่งทุกส่วนร่วมกันสืบสวน โดยเฉพาะหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ภาค 3 และภาค 4 ตำรวจสอบสวนกลาง และ ผบก.ป.นำกำลังติดตามในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา กระทั่งประสบความสำเร็จวันนี้สามารถจับกุมนายสมคิด ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่นในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คดีนี้ทำให้ประชาชน โดยเฉพาะสุภาพสตรีคลายความกังวลไปในระดับหนึ่งว่าไม่ปล่อยให้บุคคลซึ่งเป็นอันตรายอยู่ในสังคมเรา การก่อเหตุครั้งนี้ผู้ต้องหาอ้างว่าทะเลาะกัน

ไม่พบผู้ต้องหาพี้ยาเสพติด

พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. กล่าวว่า ผู้ต้องหารายนี้ออกจากเรือนจำตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมาและใช้ชีวิตปกติ จากคำให้การผู้ต้องหาระบุว่าจีบผู้หญิงรายแรกทางเฟซบุ๊กและคบเป็นแฟนได้ประมาณ 1 เดือน จากนั้นมีการทะเลาะเบาะแว้งเกิดความโมโหเลยฆ่าตาย ตามคำให้การผู้ต้องหาไม่ได้เตรียมการมาก่อน เป็นการบันดาลโทสะ ลักษณะการก่อเหตุมีความใกล้เคียงกับ 5 คดีที่ผ่านมา จากที่ลงมือฆ่าทั้งหมด 6 ครั้ง แยกเป็น 3 วิธี คือเอาหัวกดน้ำ ใช้มือบีบคอ และผ้ารัดคอ สายชาร์จแบตเตอรี่ที่ก่อเหตุก็เป็นอุปกรณ์ที่หาในบ้าน หลังฆ่าแล้วเอาศพซุกไว้ใต้เตียงเป็นการอำพรางศพ ส่วนการเสพยาเบื้องต้นยังตรวจไม่พบ แต่คงต้องสอบสวนกันต่อไป

ภาค 4 คุมตัวกลับ–รอสอบเพิ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมคิดมีสีหน้าเครียด เรียบเฉย โดยไม่แสดงอาการสะทกสะท้านและยอมรับว่าตัวเองทำคนเดียว โดยไม่ยอมให้รายละเอียดใดๆเพิ่มเติม หลังแถลงข่าวเสร็จ พล.ต.ท.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผบช.ภ.4 สั่งชุดสืบสวนนำตัวนายสมคิด ฆาตกรต่อเนื่องนั่งรถควบคุมตัวผู้ต้องหาเดินทางกลับ จ.ขอนแก่นทันที เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม และรอทำแผนประกอบคำรับสารภาพในวันที่ 19 ธ.ค.ต่อไป

แจงขั้นตอนรัดคอฆ่าเหยื่อ

ที่ บช.ภ.4 จ.ขอนแก่น เย็นวันเดียวกัน พล.ต.ท.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผบช.ภ.4 เปิดเผยภายหลังสอบปากคำนายสมคิดว่า จากการสอบสวนในเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การอย่างไม่สะทกสะท้านว่าคืนวันที่ 14 ธ.ค.มีเรื่องทะเลาะกับผู้ตายในเรื่องที่ผู้ตายทวงถามเรื่องรถ จยย.ที่ผู้ต้องหาเอาไปขี่แล้วไม่นำกลับบ้าน เช้าวันที่ 15 ธ.ค.ผู้ตายก็พูดเรื่องเดิมอีกเลยพลั้งมือใช้สายไฟฆ่ารัดคอและพันทับด้วยเทปใสจนสิ้นใจคามือ จากนั้นใช้สายชาร์จโทรศัพท์มือถือรัดมือรัดเท้าผู้ตาย และอำพรางซ่อนศพด้วยการใช้ที่นอน 6 ฟุตวางทับร่างผู้ตายแล้วนำผ้ามาปูที่นอนกางมุ้งปกติ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ญาติผู้ตายสงสัย

เผ่นหนีกบดานมหาสารคาม

หลังก่อเหตุปีนรั้วข้างบ้านหนีออกทางป่าหญ้าเดินเท้าไปขึ้นรถโดยสารประจำทางจาก อ.กระนวน ไปที่ บขส.3 ขอนแก่น ในตัวเมืองขอนแก่น จากนั้นขับขี่รถ จยย.ไป จ.มหาสารคาม และนอนค้างที่บขส.มหาสารคาม 1 คืน เช้าวันต่อมาผู้ต้องหาขี่รถ จยย.ต่อไปยัง จ.บุรีรัมย์ และนอนค้างคืนที่เรือนพักญาติใน รพ.ศูนย์บุรีรัมย์ เพื่อหลบหนีการไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ จนรุ่งเช้าขี่รถไปที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์เพื่อซื้อตั๋วรถไฟไปลงที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ระหว่างทางที่นั่งในรถไฟก็มาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับได้ ส่วนรถจยย.ของผู้ตายผู้ต้องหาจอดทิ้งไว้ที่ รพ.ศูนย์บุรีรัมย์ ขณะนี้ตำรวจพบรถแล้ว

นัดพลเมืองดีรับค่าหัวนำจับ

“ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา โดยไม่สะทกสะท้าน เพราะเคยก่อเหตุมาก่อน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปยังจุดต่างๆตามคำให้การในเบื้องต้น ทั้งที่ จ.บุรีรัมย์ และ จ.มหาสารคาม จากนั้นจะนำตัวมาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งที่ บช.ภ.4 และทำแผนในวันพรุ่งนี้ คาดว่าน่าจะมีประชาชนให้ความสนใจการทำแผนจำนวนมาก จึงเตรียมกองร้อยควบคุมฝูงชนมาควบคุมการทำแผนป้องกันเหตุรุมประชาทัณฑ์หรือเหตุคาดไม่ถึง ต้องวางแผนให้รอบคอบและรัดกุม” ผบช.ภ.4 กล่าวและว่า ส่วนพลเมืองดีขณะนี้พบตัวแล้วและนัดให้มาพบที่ภาค 4 นอกจากจะมอบเงินรางวัลตามที่ได้ประกาศไปแล้วจะมอบใบประกาศเกียรติคุณให้ด้วย

ลูกวอนขอขมาแม่-ประหาร

บ่ายวันเดียวกัน นายจักรกฤษ์ เชือกพรม อายุ 25 ปี บุตรชายนางรัศมี ผู้ตาย เปิดเผยหลังทราบข่าวตำรวจจับกุมนายสมคิดว่า ดีใจและขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ตลอดจนประชาชนที่ติดตามข่าวสารแจ้งเบาะแสให้ตำรวจตามจับผู้ต้องหาได้ แต่ไม่อยากพูดอะไรถึงนายสมคิดอีกแล้ว รู้สึกโล่งใจที่เขาคงไม่ได้ไปฆ่าใครตายอีก แต่ก็อยากให้คนร้ายมาขอขมาแม่และอยากให้ศาลตัดสินโทษประหารชีวิตเท่านั้น อยากเรียกร้องให้กรมราชทัณฑ์ควบคุมดูแลอย่าให้ออกมาจากคุกได้อีก อยากให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรลดโทษให้คนแบบนายสมคิดได้ออกมาก่อเหตุได้อีก เพราะดูจากภายนอกคนร้ายดูเป็นคนนิ่งๆไม่มีพิษภัย แต่ใจโหดเหี้ยมอำมหิตมาก ควรประหารชีวิตหรือขังคุกตลอดไม่ควรให้ออกมาฆ่าใครอีก

ผบ.ตร.หยันไม่ฉลาดกว่า ตร.

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวว่า ยืนยันจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว ตั้งแต่เกิดเหตุได้สั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามจับกุมนายสมคิดมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งทราบว่าเมื่อช่วงสายที่ผ่านมา ชุดจับกุมสามารถควบคุมตัวนายสมคิดได้ ขณะเดินทางโดยรถไฟที่สถานีปากช่อง จ.นครราชสีมา ขณะนั่งรถไฟสายสุรินทร์มุ่งหน้ากรุงเทพฯ แม้นายสมคิดจะเป็นคนฉลาด แต่ไม่เกินความสามารถของตำรวจ ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยังเป็นหนึ่งในชุดคลี่คลายคดีนายสมคิด เมื่อปี 2548 ในตำแหน่งรอง ผบก.ป.

อดีตมือปราบย้อนรอยจับสมคิด

ด้าน พล.ต.อ.วินัย ทองสอง นายกสมาคมตำรวจและอดีตหัวหน้าชุดคลี่คลายคดีนายสมคิด พุ่มพวง กล่าวว่า ปี 2548 ขณะที่ดำรงตำแหน่ง ผบก.ป. มี พ.ต.อ.ปรีชา เจริญทรัพย์ ยศในขณะนั้น ผกก.สภ.เมืองบุรีรัมย์ โทรศัพท์รายงานว่ามีเหตุฆาตกรรมในพื้นที่ โดยมีเหตุคล้ายๆกันในพื้นที่ภาคอีสานอีก 1-2 ราย อยากให้ บก.ป.เข้าไปช่วยคลี่คลายคดี การสืบสวนจับกุมใช้หลักการพื้นฐานกล้องวงจรปิด การติดต่อสื่อสาร และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ขณะนั้นสืบทราบว่า นายสมคิดมีภรรยาอยู่ที่ จ.ชัยภูมิ ตามไปจับกุมตัวได้ที่บ้านภรรยา

ยันเป็นพวกโรคจิตเภท-ไม่ได้บ้า

พล.ต.อ.วินัยกล่าวว่า จากการสอบสวนพบว่านายสมคิดเป็นคนฉลาดและมีความรู้ มีลักษณะสร้างความสำคัญให้ตนเอง ขณะที่ติดคุกยังเขียนจดหมายส่งไปถึงภรรยาของญาติผู้ถูกยิงตายในบ่อบำบัดน้ำเสียราชาเทวะ นายสมคิดยังมีความคิดต่างจากบุคคลธรรมดา แต่ไม่ได้บ้าหรือวิกลจริต เขาเป็นโรคจิตเภท ถ้าได้กระทำต่อเหยื่อมันทำให้เกิดความสุข เป็นจิตเภทอย่างหนึ่งที่เรียกว่า ฆาตกรรมต่อเนื่อง การก่อเหตุของนายสมคิดไม่ได้ถึงกับวางแผนซับซ้อน แต่พบว่ามีอาการโรคจิตเภท ไม่ได้มีอาการวิกลจริต ทุกครั้งที่ก่อเหตุมีสติเหมือนคนปกติ ดังนั้นเมื่อลักษณะอย่างนี้จึงสามารถนำตัวมาดำเนินคดีได้ตามขั้นตอน เมื่อนายสมคิดถูกจับกุมแล้วไม่ควรถูกปล่อยให้ออกมาอยู่ในสังคมอีก เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาก่อเหตุกับคนอื่นอีก เท่าที่เคยสอบถามกับผู้เชี่ยวชาญทราบว่า โรคจิตเภทที่นายสมคิดป่วยนั้นไม่สามารถรักษาได้ เมื่อครั้งที่ถูกจับกุมเมื่อปี 2548 เขาเคยพูดจับชุดจับกุมว่ามีความสุขทุกครั้งที่ได้บีบคอเหยื่อ

ยธ.ล้อมคอกจัดกลุ่มนักโทษ

ที่รัฐสภา เวลา 15.30 น. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม แถลงว่าได้ออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการคณะพิเศษเพื่อพิจารณาออกระเบียบเพื่อจัดกลุ่มนักโทษที่ก่อคดีร้ายแรงต่อเนื่อง ทั้งนี้จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีนักโทษที่ก่อคดีร้ายแรงอยู่ประมาณ 100 คน และพิจารณาถึงการออกมาตรการควบคุมและติดตามตัว กรณีที่ถูกปล่อยตัวไปสู่สังคม สำหรับทางปฏิบัติดังกล่าวเชื่อว่าจะสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนและสังคมได้ หลังจากที่เกิดกรณีนายสมคิด พุ่มพวง ฆาตกรต่อเนื่อง ที่ถูกปล่อยตัวเพราะถูกจำคุมครบตามกำหนดตามเกณฑ์ลดโทษ และพบการก่อคดีล่าสุดเป็นรายที่ 6 แนวคิดการใส่เครื่องติดตามตัวจะคล้ายกับคดีเมกันลอว์ ของสหรัฐอเมริกา ที่ออกกฎหลังจากมีผู้ก่อเหตุคดีข่มขืนและถูกปล่อยตัวไปสู่สังคม แม้จะถูกปล่อยตัวแต่ต้องใส่เครื่องติดตามตัวไปตลอดชีวิต ขณะที่มาตรการป้องกันกรณี ดังกล่าวระยะยาว กระทรวงยุติธรรมและ ส.ส.จะร่วมผลักดันการออกกฎหมาย ทั้งนี้เชื่อว่าวันที่ 25 ธ.ค. มาตรการที่ตั้งกรรมการฯพิจารณาจะได้ข้อสรุป

หนุนให้ลงโทษประหารชีวิต

เมื่อถามถึงความเห็นของสังคมที่ต้องการให้ลงโทษประหารชีวิตนายสมคิด นายสมศักดิ์ตอบว่า สนับสนุนแนวทางดังกล่าว แต่ต้องพิจารณาในรายละเอียดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการตัดสินของศาล เมื่อถามถึงการสังคายนาระเบียบของกรมราชทัณฑ์ต่อการพิจารณาลดโทษนักโทษที่มีพฤติกรรมร้ายแรงต่อเนื่อง นายสมศักดิ์ตอบว่า การสังคายนาระเบียบอาจใช้เวลานาน และอาจรื้อทั้งระบบไม่ได้ แต่ตนมองว่าการจัดกลุ่มนักโทษที่มีพฤติกรรมรุนแรงและร้ายแรง ต่อเนื่องเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการในระยะสั้นเพื่อเป็นมาตรการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ส่วนกรณีที่การปล่อยตัวนายสมคิด ที่ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยอมรับการพิจารณาลดโทษดังกล่าวผิดพลาดได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง แต่ไม่สามารถว่าผลการตรวจสอบจะไปสู่การลงโทษด้วยวิธีการใดหรือไม่ ต้องรอฟังผลการตรวจสอบอีกครั้ง

เลขาฯศาลยุติธรรมแจงข้อ ก.ม.

นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เผยว่า กรณีผู้ต้องขังพ้นโทษไปแล้วกลับมาทำผิดซ้ำอีกจะมีผลต่อการดำเนินคดีใหม่อย่างไรนั้น ศาลสามารถใช้ดุลพินิจตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 92 บัญญัติว่า “ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก ถ้าและได้กระทำความผิดใดใดอีกในระหว่างที่ยังจะต้องรับโทษอยู่ก็ดี ภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษก็ดี หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้น 1 ใน 3 ของโทษที่ศาลกำหนด สำหรับความผิดครั้งหลัง” “ซึ่งหมายความว่า หากจำเลยซึ่งเคยต้องคำพิพากษาในคดีหนึ่งมาและเคยรับโทษมาก่อนแล้ว ทำความผิดใหม่ซึ่งความผิดใหม่นั้น อาจจะไม่ใช่ความผิดในข้อหาเดิมที่เคยถูกลงโทษ ศาลก็สามารถพิจารณาเพิ่มโทษในความผิดใหม่ได้อีก 1 ใน 3 ซึ่งมาตรานี้เท่ากับว่า ศาลไม่ได้ดูว่าความผิดเก่ากับความผิดใหม่เป็นข้อหาลักษณะเดียวกันหรือไม่” นายสราวุธกล่าว

สมทบเพิ่มเงินนำจับอีก 3 หมื่น

ค่ำวันเดียวกัน นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางไปที่ บช.ภ.4 เพื่อมอบเงินสมทบเป็นค่านำจับผู้ต้องหาให้แก่พลเมืองดีอีก 30,000 บาท นายอัจฉริยะ กล่าวว่า อยากให้กรณีนี้เป็นกรณีศึกษาที่รัฐบาลควรจะมองในเรื่องของการเพิ่มพื้นที่รองรับนักโทษ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการอภัยโทษเพราะปัจจุบันเรือนจำแต่ละแห่งสามารถรองรับผู้ต้องขังได้แห่งละ 180,000 คน แต่กลับพบว่าเรือนจำแต่ละแห่งมีผู้ต้องขังกว่า 300,000 คน ทำให้ต้องอภัยโทษเพื่อจะลดจำนวนผู้ต้องขังให้น้อยลง ถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ผิด เพราะหากปล่อยผู้กระทำผิดออกไปในสังคมก็จะก่อปัญหาให้กับสังคมอย่างเช่นนายสมคิด ส่วนนักศึกษาที่เป็นพลเมืองดีถือเป็นคนดีที่สมควรที่จะให้รางวัลเพิ่ม เพราะไม่นิ่งดูดายกล้าที่จะเสี่ยงภัย โดยไม่กลัวอันตราย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *